“ดองเรื่องไม่ได้แล้ว?”
กฎหมายใหม่บังคับรัฐอธิบายทุกดุลพินิจ
ล่าช้าเกินกำหนด อาจเสียสิทธิในการปฏิเสธทันที
เมื่อ “ดุลพินิจ” ต้องมีคำอธิบาย: กฎหมายใหม่กำลังเปลี่ยนระบบราชการไทยอย่างไร?
หลายคนเคยมีประสบการณ์คล้ายกัน…
ยื่นขออนุญาตแล้วเงียบ
ยื่นเอกสารครบแล้วแต่เรื่องไม่เดิน
โทรตามหลายครั้งก็ได้คำตอบว่า “อยู่ระหว่างพิจารณา”
คำถามคือ หากประชาชนทำถูกต้องตามกฎหมายครบทุกอย่าง เหตุใดจึงต้องรอโดยไม่รู้กำหนดเวลา และเหตุใดเจ้าหน้าที่จึงสามารถใช้อำนาจดุลพินิจโดยไม่ต้องอธิบายเหตุผลอย่างชัดเจน
ปัญหาเหล่านี้กำลังถูกท้าทายด้วย “พระราชบัญญัติอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. 2569” ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นกฎหมายที่อาจเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงานของระบบราชการไทยครั้งสำคัญ
จาก “อำนาจดุลพินิจ” สู่ “ความรับผิดชอบในการอธิบาย”
ในอดีต การพิจารณาของหน่วยงานรัฐจำนวนไม่น้อยอาศัยดุลพินิจของเจ้าหน้าที่เป็นหลัก
แม้ดุลพินิจจะเป็นเครื่องมือที่จำเป็นในการบริหารราชการ แต่เมื่อขาดความโปร่งใส ก็อาจกลายเป็นช่องว่างของการเลือกปฏิบัติ การดองเรื่อง หรือแม้แต่การเรียกรับผลประโยชน์โดยมิชอบ
กฎหมายฉบับใหม่จึงกำหนดหลักการสำคัญว่า
“ทุกการใช้ดุลพินิจต้องสามารถอธิบายได้”
หากมีการไม่อนุมัติ การสั่งแก้ไขเพิ่มเติม หรือการชะลอการพิจารณา หน่วยงานจะต้องแสดงเหตุผลที่ตรวจสอบได้ ไม่ใช่เพียงคำตอบสั้น ๆ ว่า “ยังไม่ผ่าน” หรือ “ยังพิจารณาไม่แล้วเสร็จ”
หลักการนี้สอดคล้องกับแนวคิด “Good Governance” หรือธรรมาภิบาล ที่ใช้อยู่ในหลายประเทศทั่วโลก
การดองเรื่องอาจไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป
หนึ่งในปัญหาที่ประชาชนร้องเรียนมากที่สุดคือ “ความล่าช้า”
เมื่อไม่มีกรอบเวลาที่ชัดเจน ประชาชนไม่รู้ว่าจะต้องรออีกนานเท่าใด ขณะที่เจ้าหน้าที่บางส่วนอาจใช้อำนาจในการชะลอเรื่องโดยไม่มีเหตุผลที่ตรวจสอบได้
กฎหมายใหม่จึงกำหนดให้ทุกหน่วยงานต้องประกาศ
* ขั้นตอนการดำเนินงาน
* เอกสารที่ต้องใช้
* ระยะเวลาพิจารณา
ให้ประชาชนรับทราบล่วงหน้า
นั่นหมายความว่า ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ทันทีว่าเรื่องของตนล่าช้ากว่ากรอบเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือไม่
“อนุมัติโดยปริยาย” กลไกใหม่ต้านการเตะถ่วง
ประเด็นที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือแนวคิด “อนุมัติโดยปริยาย” หรือ Silent Approval
หลักการคือ
หากกิจการบางประเภทที่มีความเสี่ยงต่ำได้รับการกำหนดไว้ในกฎหมาย และหน่วยงานไม่ดำเนินการภายในระยะเวลาที่กำหนด อาจถือว่าได้รับอนุญาตโดยอัตโนมัติ
มาตรการนี้ถูกนำมาใช้ในหลายประเทศเพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่ใช้การนิ่งเฉยเป็นเครื่องมือในการสร้างอำนาจต่อรองกับประชาชน
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าทุกเรื่องจะได้รับอนุญาตอัตโนมัติ เพราะกิจการที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม หรือผลกระทบต่อสาธารณะ ยังคงต้องผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มงวดเช่นเดิม
กฎหมายนี้จะลดคอร์รัปชันได้จริงหรือไม่?
คำตอบคือ “มีโอกาสลดได้ แต่ไม่ใช่ยาวิเศษ”
เพราะคอร์รัปชันไม่ได้เกิดจากตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากระบบที่เปิดช่องให้ใช้อำนาจโดยขาดการตรวจสอบ
เมื่อกฎหมายบังคับให้
* อธิบายเหตุผล
* เปิดเผยขั้นตอน
* กำหนดกรอบเวลา
* บันทึกการตัดสินใจเป็นลายลักษณ์อักษร
ต้นทุนในการทุจริตจะสูงขึ้น และความเสี่ยงในการถูกตรวจสอบจะเพิ่มขึ้น
แต่สิ่งสำคัญที่สุดยังคงเป็น “ภาคประชาชน”
ต่อให้มีกฎหมายดีเพียงใด หากไม่มีผู้ติดตามตรวจสอบ ไม่มีการร้องเรียนเมื่อพบความผิดปกติ หรือไม่มีการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ กฎหมายก็อาจกลายเป็นเพียงตัวอักษรบนกระดาษ
สิทธิที่ประชาชนควรรู้
เมื่อกฎหมาย
บนี้มีผลบังคับใช้ ประชาชนควรถามหน่วยงานรัฐได้ว่า
✓ ขั้นตอนการดำเนินการอยู่ตรงไหน
✓ ระยะเวลาพิจารณาตามกฎหมายกี่วัน
✓ เหตุใดจึงล่าช้ากว่ากำหนด
✓ การปฏิเสธหรือสั่งแก้ไขอ้างอิงกฎหมายมาตราใด
✓ เหตุผลในการใช้ดุลพินิจคืออะไร
เพราะในรัฐสมัยใหม่ “อำนาจรัฐ” ต้องสามารถอธิบายได้ และ “ประชาชน” มีสิทธิได้รับคำตอบ
วันนี้อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกฎหมายฉบับหนึ่ง
แต่หากประชาชนรู้สิทธิของตนเอง และร่วมกันตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐอย่างต่อเนื่อง กฎหมายฉบับนี้อาจเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านจากระบบราชการที่ประชาชนต้องวิ่งหาอำนาจ ไปสู่ระบบราชการที่อำนาจต้องรับผิดชอบต่อประชาชนอย่างแท้จริง
#STRONGต้านทุจริต
#รู้สิทธิรู้ทันราชการ
#หยุดดองเรื่อง
#ลดดุลพินิจเพิ่มความโปร่งใส
#ภาคประชาชนต้องช่วยตรวจสอบ
@แฟนตัวยง
